น่าห่วง! สถิติเด็กติดเกม ปี2556 สูงเกือบ 3ล้านราย
จากเว็บ http://news.mthai.com/hot-news/general-news/277188.html
นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงแบบสำรวจที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดร่วมกับสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคนทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย.2556 ที่ผ่านมา
พบว่าในจำนวนนี้ มีเด็กติดเกม 15% เล่นออนไลน์ ไลน์ เฟซบุ๊ค 15% และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสถิติจำนวนเยาวชน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 18 ล้านคน ทำให้ทราบว่า ขณะนี้มีเด็กไทยติดเกมแล้วมากกว่า 2 ล้าน 7 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขเลขที่สูงมาก
โดยพฤติกรรมของเด็กที่ติดเกม คือ
1.จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง จนถึงขั้นทำร้ายพ่อแม่ผู้ปกครอง พยายามฆ่าตัวตาย เมื่อถูกห้ามไม่ให้เล่นเกม
2.หนีเรียน เก็บตัวอยู่บ้านเพื่อเล่นเกม ไม่นอนในเวลากลางคืน
3. มีปัญหาการเรียนตกต่ำ ไม่เข้าร่วมกิจกรรม อารมณ์แปรปรวนง่าย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ ถือว่าเข้าข่ายติดเกมรุนแรง ต้องเข้าบำบัดรักษา ซึ่งปัจจุบันเด็กที่จะเข้ามารักษามีจำนวนน้อยมาก เฉลี่ยปีละ 30-40 คนเท่านั้น
1.จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง จนถึงขั้นทำร้ายพ่อแม่ผู้ปกครอง พยายามฆ่าตัวตาย เมื่อถูกห้ามไม่ให้เล่นเกม
2.หนีเรียน เก็บตัวอยู่บ้านเพื่อเล่นเกม ไม่นอนในเวลากลางคืน
3. มีปัญหาการเรียนตกต่ำ ไม่เข้าร่วมกิจกรรม อารมณ์แปรปรวนง่าย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ ถือว่าเข้าข่ายติดเกมรุนแรง ต้องเข้าบำบัดรักษา ซึ่งปัจจุบันเด็กที่จะเข้ามารักษามีจำนวนน้อยมาก เฉลี่ยปีละ 30-40 คนเท่านั้น
ด้านนายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวว่าการแก้ปัญหาเด็กติดเกมไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นพฤติกรรมของเด็กที่ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้นต้องเริ่มจากฟังเสียงเด็กและเยาวชนก่อน ซึ่งการจัดงาน เด็กไทยกับไอที ของ วธ.ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่จะได้ฟังเด็กแสดงความคิดเห็นต่างๆ ขณะที่ร้านเกมก็ไม่ใช่แหล่งปัญหา แหล่งมั่วสุม แต่ควรจะมองว่าเป็นแหล่งการสืบค้นเรียนรู้ ความบันเทิง โดยชักชวนร้านเกมทั่วประเทศ มาเข้าร่วมโครงการร้านเกมสีขาว มีการกำหนดเวลาเล่น บรรยากาศที่ดี มีความปลอดภัย เหมือนเป็นสถานศึกษาแห่งหนึ่ง เป็นตัวอย่างร้านเกมที่ดี
ขณะที่ นายสุระ เตชะทัต ที่ปรึกษารมว.กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวว่า การเล่นเกมในทางที่ผิด เป็นเรื่องผิดกฎหมาย รัฐบาลมอบหมายให้ วธ. รับผิดชอบดูแลเด็กกับการใช้ไอทีร่วมกันภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ช่วยกันดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ส่งเสริมกิจกรรมที่ดี ให้เด็กใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมไปถึงขอความร่วมมือสื่อต่างๆ ผลิตสื่อที่ดีสร้างสรรค์แก่เยาวชน
จากเนื้อหาของข่าวมีผลกระทบทางด้านลบ กับตัวเราซึ่งถือว่าเป็นเยาวชน เนื่องจากปัญหาการติดเกมของเยาวชนไทยส่วนใหญ่ที่มีสถิติเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยมีแหล่งที่ดึงดูดยอดนิยมอย่างร้านอินเตอเน็ตที่มีเปิดให้บริการเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน โดยสื่อต่างๆที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในบรรดาเยาวชนรวมถึงวัยรุ่นและวัยทำงานมักจะเป็นเกมส์ออนไลน์ ไลน์ และเฟซบุ๊ค ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเหตุที่ืทำให้เกิดผลเสียตามมาหลายอย่าง เช่น เด็กอาจมีพฤติกรรมก้าร้าว รุนแรง หนีเรียน นอนดึกหรือไม่นอนเวลากลางคืน มีปัญหาการเรียนตกต่ำ อารมณ์แปรปรวนง่าย
แนวทางการป้องกัน ผู้ปกครองควรให้ความสนใจและดูแลอย่างใกล้ชิด ควรบอกเหตุผล ผลดีและผลดีกับเด็ก ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว และไม่ตามใจมากจนเกินไป ที่สำคัญไม่ควรหาเกมส์หรืออุปกรณ์สื่อสาร เช่น ไอโฟน ไอแพด ให้กับเด็กใช้มากจนเกินไปในขณะที่ตนไปทำงานหรือไม่มีเวลาดูแล ควรจัดสรรเวลาให้กับเด็กอย่างรอบคอบ และควรดูว่าสิ่งที่เด็กได้รับจากสื่อนั้นเหมาะสมหรือไม่ และควรจัดหากิจกรรมนันทนาการสร้างสรรค์ทำร่วมกับเด็กๆ เพื่อให้เด็กมีกิจกรรมทำไม่อยู่เฉยๆ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น